เบื้องหลังกระเป๋าหนังใบละ 1 ล้านบาท กับมุมมองที่ยั่งยืนของ METTIQUE

เครื่องหนังจากไทยที่โด่งดังระดับโลกในกลุ่มลูกค้าระดับ Luxury

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินและสัมผัสเครื่องหนังมาบ้างแล้ว แต่การได้พูดคุยกับคุณเมธ METTIQUE ในครั้งนี้ จะทำให้เราเข้าใจและรักเครื่องหนังยิ่งขึ้นกว่าเดิม เราจะมองเครื่องหนังมากกว่าความเป็นเครื่องประดับ และเห็นถึงคุณค่าของงานฝีมือ การเลือกโรงฟอกหนัง การเลือกวัถตุดิบ ที่ทำด้วยใจตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการส่งมอบสินค้าถึงมือลูกค้า รวมถึงเรื่องที่หลายคนไม่รู้คือ การทำกระเป๋าหนังเป็นหนึ่งในวิธีการลดอัตราการสูญพันธ์ของสัตว์ชนิดนั้นด้วย

จุดเริ่มต้นของเครื่องหนังแบรนด์ไทยที่ดังระดับโลก

หากเอ่ยชื่อ METTIQUE คนไทยส่วนใหญ่คงไม่คุ้นหู แต่แบรนด์นี้เป็นสินค้าที่ดังระดับโลก ซึ่งเป็นที่รู้จักของลูกค้าระดับ Luxury รวมถึงเหล่าดาราฮอลลีวูด ที่สามารถจ่ายเงินค่าเครื่องบินมาไทยเพื่อซื้อกระเป๋าในราคาหลักล้านบาทได้สบาย ๆ แบบไม่สะเทือนเงินในบัญชี

ผู้ที่อยู่เบื้องหลังและเป็นเจ้าของแบรนด์ระดับโลกนี้คือ คุณเมธ เฮ้งตระกูล ที่เริ่มต้นสร้างแบรนด์ METTIQUE ด้วยแนวคิดที่อยากจะทำแบรนด์เครื่องหนังที่ตอบโจทย์ Lifestyle ของตัวเอง และเชื่อว่ามีอีกหลายคนที่มีความชอบแบบเดียวกัน โดยเริ่มวาง Concept แรกคือ “Leather-Only Policy” ซึ่งหมายถึงการผลิตกระเป๋าที่มาจากหนัง 100% ไม่ว่าจะเป็นการอัดโครง การซับด้านใน รวมถึงไม่มีการใช้วัสดุอื่นในการช่วยให้กระเป๋าคงรูปทรง ทำให้กระเป๋ามีความสวยงามและแข็งแรงทนทาน มีอายุการใช้งานที่ยาวนานด้วย

นอกจากนี้คุณเมธยังมีแนวคิดแบบไม่ Compromise ในเมื่อ METTIQUE เลือกหนังคุณภาพดีราคาสูงมาใช้แล้ว ก็ควรจะมีกระบวนการและกรรมวิธีต่างๆ ที่สอดคล้องกันเพื่อให้ได้สินค้าที่คุณภาพดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกโรงฟอกหนังที่ดีที่สุดในโลกสำหรับหนังแต่ละประเภท หรือแม้แต่การตัดเย็บที่เลือกใช้การเย็บด้วยมือเท่านั้น เพราะการเย็บด้วยมือนั้นสวยงามและทนทานกว่าการเย็บด้วยจักร

แนวคิดนี้เป็นอีกหัวใจสำคัญของ METTIQUE ที่เน้นการสร้างสรรค์สินค้าที่มีคุณภาพ มากกว่าที่จะประหยัดต้นทุน ทำให้ METTIQUE นั่งอยู่ในใจของลูกค้าระดับ Luxury ทั่วโลก

นอกจากนี้คุณเมธยังแนะนำให้ทีมงานเราลองสัมผัสกระเป๋าแต่ละใบ ซึ่งจะพบว่าเครื่องหนังของ METTIQUE ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกับเครื่องหนังที่คนทั่วไปคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นความสวยงามของลวดลาย ความนุ่มของผิวสัมผัส และคุณเมธยังหยิบกระเป๋ามาทดสอบบีบให้ดูว่าถ้าเป็นหนังคุณภาพดีและมีการตัดเย็นแบบ “Leather-Only Policy” ก็จะมีความทนทาน ต่างจากกระเป๋าที่เลือกใช้กระดาษแข็งซับด้านในหรือขึ้นโครง ไม่ต้องกังวลว่ากระเป๋าจะหักหรือเสียทรง แต่ยิ่งใช้ก็จะยิ่งนุ่มน่าสัมผัสขึ้นเรื่อย ๆ

คุณเมธ เฮ้งตระกูล เกิดในครอบครัวที่มีกิจการโรงงานฟอกหนัง โดยส่งออกให้กับแบรนด์ระดับโลก จึงได้ซึมซับและเรียนรู้ Know How ในด้านอุตสาหกรรมเครื่องหนังมาตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อโตขึ้นก็ชอบซื้อเครื่องหนังของแบรนด์ดังต่าง ๆ มาใช้

และการที่ซื้อเครื่องหนังมาใช้เองก็จะพบข้อดีของแต่ละแบรนด์ และหลายครั้งก็ไม่สามารถหาแบบที่ถูกใจได้ คุณเมธจึงตั้งใจว่าสักวันจะมีแบรนด์เป็นของตัวเอง

สายพันธุ์หนังสัตว์ที่ METTIQUE เลือก

METTIQUE เลือกใช้หนังของจระเข้ระดับเดียวกับ Luxury Brand ชื่อดังระดับโลก โดยเป็น 3 สายพันธุ์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาด เนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่มีคุณภาพและมีสัดส่วนของหนังที่สวยงาม ซึ่งสายพันธ์ดังกล่าวได้แก่

  1. Porosus Crocodile (crocodiles porosus) เป็นจระเข้น้ำเค็มที่มีหนังมูลค่าสูงที่สุดในโลก นำเข้ามาจากออสเตรีย
  2. American Alligator (alligator mississippiensis) หนังอัลลิเกเตอร์ นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา
  3. Nile Crocodile (crocodylus niloticus) จระเข้แม่น้ำไนล์ นำเข้าจากแอฟริกา

และที่สำคัญคุณเมธยังเลือกใช้โรงฟอกหนังที่ดีที่สุดในโลก เพื่อนำเอาศักยภาพของหนังออกมาให้ได้มากที่สุดและสูญเสียน้อยที่สุด หากอธิบายให้ง่ายขึ้นก็คือในเมื่อเราได้หนังที่ดีที่สุดแล้วก็ต้องนำมาใช้ให้คุ้มค่าที่สุดนั่นเอง

หนัง Exotic ที่ METTIQUE นำมาผลิตกระเป๋าสุดพิเศษ

นอกจากหนังสัตว์ในกลุ่มของจระเข้แล้ว METTIQUE ก็มีหนังสัตว์ในกลุ่มของ Exotic เช่นกัน

South African Ostrich (Struthio Camelus Australis)

METTIQUE - เบื้องหลังกระเป๋าหนังใบละ 1 ล้านบาท กับมุมมองที่ยั่งยืนของ METTIQUE
South African Ostrich Tote
Nostitch Tall Tote in South African Ostrich with Italian cowhide lining.
Price 300,000 THB

กระเป๋าสุดพิเศษใบนี้ METTIQUE เลือกใช้หนังนกกระจอกเทศ หรือ South African Ostrich (Struthio Camelus Australis) ในการผลิต โดยมีเทคนิคการเย็บแบบ “ไร้รอยต่อ” ด้วยการใช้ Piece mold ไม้ขึ้นทรงและค่อยๆ ทำให้เข้ารูป เชื่อมทุกส่วนเข้าหากันด้วยเทคนิคพิเศษไร้ซึ่งการเย็บ บุภายในด้วยหนังวัวอิตาลี ทำให้ทุกส่วนแข็งแรง ไม่มีวันหัก ไร้รอยต่อ ไร้รอยตะเข็บ

เพื่อให้ได้มาซึ่งความพิเศษของกระเป๋าใบนี้ ทำให้ต้องอาศัยทักษะของช่างผู้เชี่ยวชาญถึง 3 ประเภทด้วยกัน ได้แก่

  1. ช่างไม้ เพื่อทำพิมพ์ต้นแบบโครงกระเป๋า
  2. ช่างใหญ่ด้านการผลิตกระเป๋า
  3. ช่าง Moulding

Python

METTIQUE - เบื้องหลังกระเป๋าหนังใบละ 1 ล้านบาท กับมุมมองที่ยั่งยืนของ METTIQUE
TT-25 
Shinny egg python with black Italian cowhide interior and strap
(หนังงูเหลือม)
Price 59,000 THB

เนื่องจากในประเทศไทยนั้นมีกฎว่า “ห้ามซื้อขายหนังงูป่า” ฉะนั้นหนังงูที่ METTIQUE เลือกใช้ จึงนำเข้ามาอย่างถูกกฎหมายจากประเทศที่ชำนาญด้านหนังงูเหลือมและงูหลามโดยเฉพาะ โดยนำเข้ามาจากโรงฟอกใหญ่ ณ ​ประเทศอิตาลีและสเปนซึ่งมีใบ CITES ทั้งหมด

หนังงูที่ทาง METTIQUE เลือกใช้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้

  1. งูเหลือม (python reticulatus)
  2. งูหลาม (python molurus bivittatus)
METTIQUE - เบื้องหลังกระเป๋าหนังใบละ 1 ล้านบาท กับมุมมองที่ยั่งยืนของ METTIQUE

มีวิธีดูความแตกต่างอย่างง่ายคือ งูเหลือมจะมีลายที่เป็นรูปทรงก้อน ๆ มากกว่า ส่วนงูหลาม ลายจะมีความเป็นสี่เหลี่ยมคล้ายรูปทรงของเพชรหรือ Diamond มากกว่า

METTIQUE - เบื้องหลังกระเป๋าหนังใบละ 1 ล้านบาท กับมุมมองที่ยั่งยืนของ METTIQUE
BASKET
Matte natural python with removable pouch in cognac Italian cowhide with cognac Italian cowhide interior.
(หนังงูหลาม)
Price 59,000 THB

Shark Skin

METTIQUE - เบื้องหลังกระเป๋าหนังใบละ 1 ล้านบาท กับมุมมองที่ยั่งยืนของ METTIQUE
BINNIE 
Grey shark with black Italian cowhide bottom and black Italian cowhide interior
Price 70,000 THB

อีกหนึ่ง Exotic ที่น่าสนใจของ METTIQUE นั่นก็คือ Shark Skin หรือ หนังปลาฉลาม (Blue Shark) โดยหนังปลาฉลามจะมีต้นกำเนิดจากแถบประเทศญี่ปุ่นและไต้หวัน และนำไปฟอกที่โรงฟอกประเทศอิตาลี

Lizard Leather

METTIQUE - เบื้องหลังกระเป๋าหนังใบละ 1 ล้านบาท กับมุมมองที่ยั่งยืนของ METTIQUE
Lizard Leather

นอกจากหนัง Exotic ข้างต้นก็ยังมีหนังสัตว์ชนิดอื่นอีกเช่น Lizard รวมไปถึงหนังวัวและหนังแพะที่ไม่จำเป็นต้องใช้ใบอนุญาต CITES

เพราะเครื่องหนังมีคุณค่า METTIQUE จึงเลือกโรงฟอกหนังระดับโลก

อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่า METTIQUE เลือกที่จะรีดประสิทธิภาพโดยไม่ให้ต้นทุนมาเป็นตัวแปรในการฉุดรั้งคุณภาพ นี่จึงเป็นสาเหตุให้ METTIQUE เลือกโรงฟอกหนังที่มีความเชี่ยวชาญที่สุดในโลกสำหรับสายพันธุ์นั้น

นั่นหมายความว่ากระเป๋าแต่ละใบของ METTIQUE มีที่มาและกระบวนการที่แตกต่างกัน โดยคุณเมธจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่หาได้จากทั่วทุกมุมโลกในเวลานั้น เพื่อสร้างสรรค์กระเป๋าแต่ละใบให้ออกมาดีที่สุด เพราะว่ากระบวนการฟอกหนังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Finishing ของผิวสัมผัสออกมาแตกต่างกัน แม้ว่าจะเป็นหนังชนิดเดียวกันก็ตาม

การเย็บมือไม่ใช่แค่วิธีเพิ่มราคา แต่เป็นการเพิ่มความแข็งแรงและสวยงาม

METTIQUE - เบื้องหลังกระเป๋าหนังใบละ 1 ล้านบาท กับมุมมองที่ยั่งยืนของ METTIQUE

หากได้ลองสัมผัสกระเป๋าของ METTIQUE จะพบกว่าในความสวยงามชวนสัมผัสนั้น แฝงไปด้วยความแข็งแรงทนทานและยืดหยุ่นมาก เพราะนอกจากจะใช้หนัง 100% ในการผลิตทุกชิ้นส่วนแล้ว ปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือกระบวนการตัดเย็บ เพราะคุณเมธเลือกใช้ช่างที่มีประสบการณ์และทักษะชั้นสูง ผสมผสานการกับการเย็บด้วยมือทุกจุด ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้จึงมีความสวยงามและทนทานแบบที่การเย็บด้วยจักรไม่สามารถทำได้

หนังของ METTIQUE ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี จึงไม่ต้องการให้หนังสวย ๆ ต้องถูกกดทับจากตีนจักรจนเสียลวดลายและความโดดเด่น

จุดต่างระหว่างการเย็บด้วยมือและการเย็บด้วยจักร นอกจากการเย็บด้วยมือจะไม่ทำให้เครื่องหนังเสียหายแล้ว ยังสามารถเย็บตามขอบมุมแบบที่ตีนจักรเข้าไม่ถึง รวมถึงการเย็บด้วยมือจะไม่มีปัญหาด้ายร่นในกรณีที่ด้ายขาดบางจุด ต่างจากการเย็บด้วยจักรที่เมื่อด้ายขาดแล้วจะร่นหลุดทีละนิดจนหมด

อีกหนึ่งสาเหตุที่ METTIQUE เลือกช่างที่มีความชำนาญสูง เพราะเครื่องหนังที่นำมาตัดเย็บมีราคาสูง หากช่างมีทักษะหรือความชำนาญไม่มากพอ ก็อาจจะมีการตอกรูหรือการเย็บที่ผิดพลาด ซึ่งการพลาดเพียง 1 จุดหมายถึงหนังชิ้นนั้นทั้งแผ่นต้องถูกนำไปทิ้งทันที

อุตสาหกรรมเครื่องหนังช่วยลดการสูญพันธุ์ของสัตว์ และสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในท้องถิ่น

สิ่งหนึ่งที่หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับเครื่องหนังก็คือที่มาของวัตถุดิบ ซึ่งคนกลุ่มหนึ่งคิดว่าเราต้องล่าสัตว์เพื่อมาทำเครื่องหนัง แต่ความเป็นจริงแล้วในอุตสาหกรรมแฟชั่นไม่ได้เอาหนังมาจากการล่า แต่เป็นหนึ่งในกระบวนการรีไซเคิลขยะที่เหลือทิ้งจาก 2 อุตสาหกรรมใหญ่คือ

  1. อุตสาหกรรมอาหาร
  2. อุตสาหกรรมยา

โดยปรกติแล้วทั้ง 2 อุตสาหกรรมดังกล่าวจะต้องทิ้งหนังส่วนนี้อยู่แล้ว ดังนั้นการนำเอาหนังมาทำเป็นข้าวของเครื่องใช้จึงถือเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ถ้าไม่เอาหนังสัตว์เหล่านี้มาทำเครื่องใช้ สุดท้ายก็จะถูกเอาไปทิ้งอยู่ดี

เราต้องล่าสัตว์เพื่อมาทำเครื่องหนังคือความเข้าใจที่ผิด

กรณีศึกษาที่น่าสนใจก็คือปี 1970 อัลลิเกเตอร์ (Aligator) ที่อยู่ในรัฐลุยเซียน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา เหลืออยู่ประมาณ 3,000 ตัวเท่านั้น ทำให้อัลลิเกเตอร์ถูกจัดเข้าอยู่ในกลุ่มของสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ทางสหรัฐอเมริกาจึงคิดหาวิธีที่จะทำให้อัลลิเกเตอร์อยู่ร่วมกับมนุษย์ได้เพื่อไม่ให้สูญพันธุ์ จึงเกิดเป็น “อัลลิเกเตอร์ โปรแกรม” (Alligator Program)

โดยแนวนี้คิดเป็นการจัดสรรค์ผลประโยชน์ของทุกฝ่ายให้ลงตัว เพื่อให้ชาวบ้านมีกินมีใช้และอัลลิเกเตอร์สามารถดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปได้ จึงเกิดเป็นความร่วมมือของ 3 ส่วนดังนี้

  1. เจ้าของที่ดิน ทำสัญญากับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยมีเงื่อนไขว่าจะไม่กระทำการใดกับพื้นที่นี้ และจะให้พื้นที่นี้เป็นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของจระเข้ ซึ่งสัญญาจะมีอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปตามแต่ข้อเสนอที่ตกลงร่วมกัน
  2. เกษตรกร หากเก็บไข่จระเข้ได้ในเขตแดนที่กำหนดไว้ ( ตามข้อ 1. ) สามารถนำมาเลี้ยงหรือนำเนื้อจระเข้ไปขายให้กับอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ได้ แต่มีข้อแม้ว่าจระเข้ที่เกษตรกรนำมาฟักเลี้ยง หากมีตัวที่โตมากกว่า 1 เมตร จะต้องนำ 10% จากจระเข้ทั้งหมดไปปล่อยคืนธรรมชาติ
  3. รัฐบาลสหรัฐอเมริกา เป็นตัวกลางในการเจรจาและควบคุมกฎ เพื่อให้สัตว์ไม่สูญพันธุ์ ในขณะที่เจ้าของที่ดินก็มีรายได้จากการเช่าที่ ส่วนเกษตรกรก็มีรายได้จากการค้าขาย

ต้องเข้าใจว่าแต่ละประเทศแต่ละพื้นที่ ก็มีวัฒนธรรมการบริโภคเนื้อสัตว์ที่แตกต่างกัน

อีกหนึ่งคำถามที่หลายคนตั้งข้อสงสัยก็คือ “ทำไมไม่หยุดหรือลดการบริโภคเพื่อป้องกันการสูญพันธุ์” ก่อนจะตอบคำถามนี้ได้ก็ต้องมองภาพที่กว้างขึ้นจากจุดที่เราอยู่ก่อน ต้องเข้าใจก่อนว่าผู้คนในแต่ละประเทศมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

เช่น ปาปัวนิวกินี หรือประเทศอินโดนิเซีย มีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่บริโภคงู จระเข้ ตะกวด ซึ่งเราไม่สามารถไปบังคับให้ผู้คนหันมาบริโภคเนื้อหมูหรือเนื้อไก่แทนได้ เนื่องด้วยวิถีชีวิตของแต่ละที่ก็แตกต่างกันออกไป สิ่งที่ทำได้ก็คือการออกกฎกติกาที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน ให้ชาวบ้านมีรายได้ และสายพันธุ์ยังคงอยู่

กระเป๋าใบละล้านของ METTIQUE ไม่ได้แพงอย่างไร้เหตุผล แต่ทุกใบล้วนมีเรื่องราว

หากใครที่ไม่คุ้นเคยกับสินค้าระดับ Luxury หรือไม่เคยหาข้อมูลมาก่อน ก็มักจะคิดว่าสินค้าลักษณะนี้ก็แค่เอาของแพงๆ มายำรวมกัน แต่ถ้าได้ลองพูดคุยกับคุณเมธจะพบว่าเครื่องหนังแต่ละชนิดและกระเป๋าทุกใบ ล้วนผ่านการสร้างสรรค์ด้วยใจ ต้องศึกษาและเฟ้นหาสิ่งต่างๆ มากมาย กว่าจะออกมาเป็นกระเป๋าราคาหลักล้านที่ลูกค้ายินดีจะบินมาเพื่อเป็นเจ้าของ

ตั้งแต่วัตถุดิบที่ต้องสอดคล้องกับการออกแบบ รวมไปถึงการค้นหาแรงบันดาลใจของกระเป๋าแต่ละใบ แม้แต่โรงฟอกหนังที่หลายคนคิดว่าที่ไหนก็เหมือนกัน แต่ความเป็นจริงแล้วโรงฟอกระดับโลกแต่ละแห่งก็มีการสั่งสมองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งคุณเมธต้องทุ่มเทและใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้กระเป๋าที่ดีดั่งใจ จึงไม่แปลกนักหากคุณเมธจะรักกระเป๋าทุกใบและรัก METTIQUE เหมือนลูกคนหนึ่ง

บทความนี้ทำหน้าที่ได้เพียงการถ่ายทอดข้อมูลเพียงบางส่วนเท่านั้น แต่ถ้าคุณมีโอกาสได้ไปร้าน METTIQUE และได้ฟังเรื่องราวจากปากคุณเมธ ผมเชื่อว่าคุณก็จะหลงรัก METTIQUE ไม่ต่างจากผมและทีมงานครับ

Leave a Comment